กฤษณา ไม้หอม

ไม้กฤษณาเป็นไม้ในตระกูลไธเมลลาอีซีอี (Thymelaeaceae) และสกุลเอควิราเรีย (Aquilaria) ลำต้นขนาดปานกลาง แต่ถ้ามีอายุมากจะมีลำต้นขนาดใหญ่เป็นไม้เนื้อค่อนข้างอ่อน แต่เมื่ออายุมากแล้ว จะมีลักษณะเนื้อไม้ค่อนข้างแข็ง สีเหลืองมีลายสวยงาม เปลือกลอกง่าย ลำต้นตรง สีค่อนข้างแดงผิวเป็นเม็ดตุ่มเล็กๆสีแดง-ดำ เทา เขียวอ่อน เป็นไม้โตเร็ว

ปัจจุบัน ต้นกฤษณามีอยู่ทั้งหมด 16 สายพันธุ์ ตามข้อกำหนดการประชุมกฤษณาโลกครั้งที่ 1 ประเทศเวียดนาม ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. เอควิลาเรีย สับอินทิกร้า (Aquilaria Subintegra) แหล่งที่พบคือประเทศไทย ในจังหวัด ตราด
  2. เอควิลาเรีย คลาสน่า (Aquilaria Crassna) แหล่งที่พบคือ ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม
  3. เอควิลาเรีย มาลักเคนซิส (Aquilaria Malaccensis) แหล่งที่พบคือ ไทย อินเดีย อินโดนิเซีย
  4. เอควิลาเรีย อาปิคูลาตาร์ (Aquilaria Apiculata) แหล่งที่พบคือ ฟิลิปปินส์
  5. เอควิลาเรีย ไบโลนิล (Aquilaria Baillonil) แหล่งที่พบคือ ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม
  6. เอควิลาเรีย บานโนซิส (Aquilaria Banneonsis) แหล่งที่พบคือ เวียดนาม
  7. เอควิลาเรีย เบคคาเรียน (Aquilaria Beccarian) แหล่งที่พบคือ อินโดนีเซีย
  8. เอควิลาเรีย แบรชยันธา (Aquilaria Brachyantha) แหล่งที่พบคือ มาเลเซีย
  9. เอควิลาเรีย คัมมิงเจียนา (Aquilaria Cumingiana) แหล่งที่พบคือ อินโดนิเซีย มาเลเซีย ฟิลิปินส์
  10. เอควิลาเรีย ฟิลาเรีย (Aquilaria Filaria) แหล่งที่พบคือ นิวกินี จีน
  11. เอควิลาเรีย แกรนดิฟลอร่า (Aquilaria Grandiflora) แหล่งที่พบคือ จีน
  12. เอควิลาเรีย ฮิลาต้า (Aquilaria Hilata) แหล่งที่พบคือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย
  13. เอควิลาเรีย คะฮาร์เซียน่า (Aquilaria Khasiana) แหล่งที่พบคือ อินเดีย
  14. เอควิลาเรีย ไมโครคาร์ป้า (Aquilaria Microcarpa) แหล่งที่พบคือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย
  15. เอควิลาเรีย โรสตราต้า (Aquilaria Rostrata) แหล่งที่พบคือ มาเลเซีย
  16. เอควิลาเรีย ไซเนนซิส (Aquilaria Sinensis) แหล่งที่พบคือประเทศจีน

สายพันธุ์ที่พบอยู่ในประเทศไทย มีอยู่ 4 สายพันธุ์คือ

Agarwood Subintegra

1พันธุ์ เอควิลาเรีย สับอินทิกร้า (Aquilaria Subintegra)

เป็นพันธุ์ไม้ที่ให้น้ำมันสูงและปริมาณน้ำมันมาก พบมากทางภาคตะวันออก คือ จังหวัดตราดและบางพื้นที่ของจังหวัดจันทบุรี

Agarwood Subintegra

2พันธุ์ เอควิลาเรีย คลาสน่า (Aquilaria Crassna)

เป็นพันธุ์ไม้ที่ให้คุณภาพน้ำมันค่อนข้างสูง และปริมาณน้ำมันค่อนข้างมาก พบมากบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นครนายก ปราจีนบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และบริเวณแถบภาคเหนือ ได้แก่ น่าน เชียงราย แพร่ และบริเวณภาคกลาง ได้แก่ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ กำแพงเพชร ฯลฯ

Agarwood Crassna

3พันธุ์ เอควิลาเรีย มาลัคเคนซิส (Aquilaria Malaccensis)

เป็นพันธุ์ไม้ที่ให้คุณภาพน้ำหอมและปริมาณน้ำหอมปานกลาง พบบริเวณภาคใต้ของประเทศไทย ได้แก่ ประจวบคีรีขันธุ์ พัทลุง ตรัง ระนอง ปัตตานี ฯลฯ

Agarwood Malaccensis

4พันธุ์ เอควิลาเรีย ไบโลนิล (Aquilaria Baillonil)

แหล่งที่พบ ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม

สายพันธุ์ที่ส่งเสริมให้มีการปลูกมากที่สุด คือ สายพันธุ์ สับอินทิกร้า ตราด (Aquilaria Subintegra) ชมรมฯ ได้ขอจดทะเบียน พัฒนาเป็นสายพันธุ์ใหม่ เอควิลาเรีย สับอินทิกร้า ตราด คลาส วัน

Agarwood Subintegra Trat Class One

ข้อสังเกต
ดอกไม้กฤษณา พันธุ์สับอินทิกร้าตราด ลักษณะดอกมีสีเหลืองอ่อน เมื่อดอกบานจะมีกลิ่นหอม

ระหว่าง พันธุ์สับอินทิกร้าตราด และ พันธุ์คลาสน่า
ผลกฤษณา 4 สายพันธุ์ในไทย
ลักษณะเมล็ดไม้กฤษณา พันธุ์สับอินทิกร้าตราด
ลักษณะเมล็ดไม้กฤษณา พันธุ์สับอินทิกร้าตราด

ลักษณะการแยกสายพันธุ์ไม้กฤษณา พันธุืสับอินทิกร้าตราด แยกออกได้ 3 Class 9 ประเภทตามลักษณะของใบและลำต้น ดังนี้

เอกลักษณ์สายพันธุ์สับอินทิกร้า มีเส้นคู่ขนาน 2 คู่ขึ้นไป
แยกตามลักษณะของใบ

ลักษณะเมล็ดไม้กฤษณา พันธุ์สับอินทิกร้าตราด

Class 1 ใบเล็กเรียวแหลม มีเส้นคู่ขนานของใบตั้งแต่ 2 คู่ขึ้นไป มีความกว้างของใบไม่เกิน 3 เซ็นติเมตร

ลักษณะเมล็ดไม้กฤษณา พันธุ์สับอินทิกร้าตราด

Class 2 ใบขนาดกลาง มีเส้นคู่ขนานของใบตั้งแต่ 2 คู่ขึ้นไป มีความกว้างของใบไม่เกิน 3-5 เซ็นติเมตร ยาว 12 เซ็นติเมตรขึ้นไป

ลักษณะเมล็ดไม้กฤษณา พันธุ์สับอินทิกร้าตราด

Class 3 ใบขนาดใหญ่ มีเส้นคู่ขนานของใบตั้งแต่ 2 คู่ขึ้นไป มีความกว้างของใบไม่เกิน 7 เซ็นติเมตร ยาว 14 เซ็นติเมตรขึ้นไป

แยกตามลักษณะผิวเปลือกของลำต้น

ประเภทที่ 1 ผิวสีแดง หรือ "หนังคางคกแดง"

เปลือกไม้กฤษณา หนังคากคกแดง

ประเภทที่ 2 ผิวสีตะเคียน หรือ "หนังตะเคียน"

เปลือกไม้กฤษณา หนังตะเคียน

ประเภทที่ 3 ผิวสีขาว หรือ "ผิวเทาเงิน"

เปลือกไม้กฤษณา ผิวเทาเงิน
กฤษณาสายพันธุ์ดี